
**ตั้งแต่เข้าวงการมาเป็นอย่างไรบ้าง ?
ได้เล่นละครมา 4 เรื่องแล้ว มี “เพลงรักข้ามภพ” “นิทานทะลุมิติ” “หวานใจยัยต่างดาว” แล้วก็ “พ่อหนูเป็นซูเปอร์สตาร์” ถ้าให้ทุกคนมองตัวหญิง ทุกคนก็จะบอกว่า เรื่องแรก ๆ หญิงเล่นห่วยมาก เล่นแข็งมาก พอเรื่องล่าสุดก็มีคนบอกว่าแอ๊คติ้งดีขึ้น ก็ต้องฝึกอีก แต่ก็ยังแข็งอยู่ดี เราก็รู้สึกว่าเราได้พยายามแล้ว แต่มันยังไม่ดีพอก็ต้องฝึกใหม่ บางทีก็น้อยใจว่าทำไมแอ๊คติ้งยังไม่ดี ก็พยายามเข้าใจ เพราะแอ๊คติ้งเป็นอะไรที่ยากมาก ก็เคยมีไปเรียนแอ๊คติ้ง ทางบริษัทอินสไพร์ที่จัดประกวดมิสทีน ก็เคยพาจับกลุ่มกันไป 10 คน แต่หนูไปแค่ 2 ครั้งเอง ยังไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็มีปรับฝึกด้วยตัวเอง อย่างตอนเล่นละคร “หวานใจยัยต่างดาว” ก็มีพี่ป๋อ-ณัฐวุฒิ เล่นด้วย พี่เขาแอ๊คติ้งเก่งมากก็จะคอยดูพี่ป๋อเวลาเล่น แล้วพี่ป๋อก็จะคอยบอกคอยสอนอยู่ตลอดเวลา**ประสบการณ์ 2 ปีที่เข้ามาในวงการให้อะไรกับเราบ้าง ?
ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ เวลาวัยรุ่นเหมือนเพื่อน ๆ คนอื่นก็จะไม่มี อย่างประสบการณ์การเรียนมัธยมปลาย ได้อยู่กับเพื่อน ๆ กีฬาสีที่โรงเรียนที่เด็กทุกคนอยากจะเป็นเชียร์ลีดเดอร์ก็จะไม่มี ก็ได้อย่างเสียอย่าง แต่เพื่อนก็คงไม่ได้ประสบการณ์ดี ๆ เหมือนเรา ก็คงไม่ได้มาเข้าวงการไม่รู้ว่าเบื้องหลังเบื้องหน้าเป็นยังไง เราได้มาเรียนรู้ทางด้านนี้ ได้มาเรียนรู้อีกสังคมหนึ่ง เหมือนโตกว่าเพื่อน ๆ จริง ๆ แรก ๆ ก็เสียดายชีวิตวัยรุ่น แต่เข้ามาแล้ว เราเลือกแล้วที่จะเป็นแบบนี้ เราก็เสียดายถอยหลังไม่ได้แล้ว ถ้าให้ไปนั่งเรียนสอบแข่งกับเพื่อน เราก็คงสู้เพื่อนไม่ได้ เราเลือกมาตั้งแต่อยู่ ม.4 ตั้งแต่เราได้มิสทีน เวลากลับไปเรียนเราก็มีน้อย บางคนเขาก็ให้แง่คิดว่า เราเรียนเพื่ออะไร เพื่อไปทำงาน หาเงินเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงแม่ เลี้ยงครอบครัว ก็เหมือนว่าเรามาทำงานเราก็มีจุดนี้อยู่แล้ว แต่ว่าเรื่องเรียนเราก็ไปพร้อม ๆ กันด้วยดีกว่า**มันคุ้มไหมกับสิ่งที่ต้องแลกกัน ?
ถามว่าคุ้มไหม จริง ๆ หญิงว่ามันก็น่าจะคุ้มนะคะ เพราะว่าอย่างหญิงไม่ได้ไปโรงเรียน แต่ก็มีเพื่อน ๆ มีคุณครูให้กำลังใจ เราทำงานตั้งแต่เด็ก มันก็เป็นประสบการณ์ที่จะพัฒนาเราไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ถึงแม้เราอาจจะขาดเวลาสนุกสนานเหมือนกับวัยของเพื่อน ๆ พอกลับไปโรงเรียนเพื่อน ๆ จะบอกว่า นึกว่าลาออกไปแล้ว ก็ขำ ๆ ครู ก็บอกว่า เป็นไงพลอยปภัส กลับมาโรงเรียนบ้าง คิดถึง ครูก็ดีช่วยเพื่อน ๆ ก็ช่วย หญิงจะมีเพื่อนอยู่หลาย ๆ กลุ่ม ถ้าเป็นที่เชียงใหม่เวลากลับไปก่อนจะสอบ เพื่อนจะเอาหนังสือที่ขีดตรงส่วนสำคัญไว้ให้ เอามากองไว้เลย แล้วก็บอกว่าหญิงอ่านนะ อ่านให้หมด ถ้าเกิดว่าอยู่ที่กรุงเทพฯ หญิงก็จะมีเพื่อนที่กรุงเทพฯด้วย เขาก็จะบอกว่าเราไปเรียนไอ้นี่มานะ เอามาติวให้เลย ชวนไปเรียนพิเศษด้วยกัน บางทีก็เข้าไปนั่งแจมโดยไม่ต้องเสียเงิน อาจารย์ที่โรงเรียนก็เข้าใจ หนูก็พยายามส่งงานให้ครบ ถ้าเกิดกลับไปแล้วไม่มีงานส่งก็ไม่มีคะแนน อาจารย์ก็จะบอกว่าถ้าให้สอบ ก็คงไม่ได้คะแนนเท่าเพื่อนหรอก ก็ให้ทำงาน แล้วก็อ่านหนังสือ พร้อมเมื่อไหร่ก็กลับมาสอบจริง ๆ แล้วโรงเรียนที่เชียงใหม่ หลาย ๆ โรงเรียนเขาไม่ให้เด็กมาทำงานแบบนี้นะ แต่หนูถือว่าโชคดีมาก ที่โรงเรียนเปิดโอกาสให้นักเรียน**มีคนหมั่นไส้ไหม ?
มีค่ะ มีอยู่แล้ว ก็รู้สึกแย่ จริง ๆ เรื่องสิทธิพิเศษมันไม่ใช่สิทธิพิเศษแบบนั้น แต่มันเป็นความรับผิดชอบของเรามากกว่า คือเราอยากจะมาประกวดเอง เราได้ตำแหน่ง เราต้องเซ็นสัญญากับเขาเอง เราจะไปถอนก็คงไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ของเราที่เราต้องรับผิดชอบตรงนี้ เราต้องถ่ายหนังสือ เราต้องทำสีผม ต้องทำเล็บ ทางบริษัทก็จะมีหนังสือแจ้งไปทางโรงเรียนขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร เวลาเรียนต่าง ๆ เราก็ขออนุญาต ไม่ใช่จู่ ๆ เราก็ทำเลย เราก็มีเหตุผลของเราอ้างอิง เวลาไปโรงเรียนหนูจะวางตัวเป็นผู้ใหญ่ ไม่มีใครกล้ามาว่าต่อหน้า แต่จะมีลับหลัง จะมีหลาย ๆ กลุ่มที่รักหนู และก็มีอีกหลาย ๆ กลุ่มที่ไม่ชอบ มันเป็นเรื่องธรรมดา พอเพื่อนได้ยินมาปุ๊บก็จะบอกว่าเนี่ย กลุ่มนี้ว่าอย่างนี้นะ หนูก็พูดเลยว่า ไม่เป็นไร เราไม่ได้ทำอะไรผิดไม่เห็นต้องกลัว ถ้าพูดแบบนี้มาพูดต่อหน้าดีกว่า เพราะเราก็มีเหตุผลดี ๆ ของเราที่จะเคลียร์เหมือนกัน อารมณ์นั้นก็โกรธ แต่แม่ก็บอกว่าไม่ต้องไปโกรธหรอก มันเป็นปกติของมนุษย์**แม่เหมือนเป็นทุกอย่าง ?
ใช่ แม่เขาต้องเหนื่อยหลาย ๆ อย่าง เขาต้องดูหนูด้วย และก็ต้องทิ้งน้องไว้ที่เชียงใหม่ ก็ต้องคอยกลับไปดูน้องด้วย ตอนเด็ก ๆ หนูอยู่กับตากับยายที่ อ.ฝาง คือบ้านนอกมาก ก็ถูกเลี้ยงดูมาดี ยายจะดูแล ทุกอย่างดีหมด ไม่ค่อยได้ให้ไปเที่ยว ส่วนใหญ่จะอยู่บ้าน ทำงานบ้าน และก็สอนทำผม เพราะยายเป็นช่างทำผม หนูเองก็ชอบด้วย ก็มีช่วยยาย สระผมให้ลูกค้าด้วย ยายก็สอนให้เป็นคนดี สอนให้ทำงานออกแนวสู้คน แต่ไม่ใช่ว่าเป็นคุณหนู เราก็น่าจะรู้จุดกำเนิดเรา เพราะบ้านหนูก็ยากจน มาก่อน เขาก็สอนให้เราโตด้วยตัวเอง ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไปพึ่งใคร ถ้าเราขาดเหลือจริง ๆ แล้วค่อยไปขอพึ่งคนอื่น ตอนนี้ทำงานได้เท่าไหร่ เงินทุกบาททุกสตางค์ หนูก็ให้แม่หมด ส่วนเงินที่ใช้ก็แล้วแต่แม่จะให้ แต่ถ้าต้องใช้ก็จะบอกว่าวันนี้ต้องไปโน่นนี่นะ แม่ก็จะให้ตามเหตุผลที่เราบอก จริง ๆ ถ้าเงินอยู่กับหนูเป็นคนใช้เงินเปลืองนะ หนูเป็นแบบสุรุ่ยสุร่ายเก็บเงินไม่อยู่ อยู่กับแม่ดีแล้วค่ะ**วงการบันเทิงเป็นเหมือนที่เราคิดไว้ไหม ?
จริง ๆ เมื่อก่อนที่เรายังไม่รู้จักวงการบันเทิงเลย เราก็จะมองว่าทุกอย่างสวยงามไปหมด ดาราเขาสวยจังเลยนะ แต่จริง ๆ แล้วมันก็มีอะไรมากกว่านั้น ไม่ใช่แค่ภาพที่เห็นภายนอก วงการนี้ก็มีการแข่งขันเหมือนอาชีพอื่น ๆ แต่ว่าอาชีพนี้มัน ก็ยากตรงที่ทำยังไงเราถึงจะให้คนชอบ ทำยังไงเราถึงจะมีชื่อเสียงในวงการบันเทิงในทางที่ดี ต้องปฏิบัติ ตัวให้ดี ซึ่งหญิงเองอยากเป็นตัวของตัวเอง และอยากให้คนดูรักในสิ่งที่หญิงเป็นไม่อยากจะมาเฟก มีผู้ใหญ่บางคนบอกว่า หนูเป็นคนน่ารัก แต่ทุกคนที่เข้ามาใหม่ ๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ เดี๋ยวหนูก็เป็นแบบเขา หนูก็จะบอกว่า หนูไม่เป็นหรอก หนูมีแม่คอยเป็นกระจกสะท้อน ถ้าหนูเปลี่ยนไปแม่เขาจะเตือน หนูคิดว่าหนูเป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว เพราะจริง ๆ แล้วหนูเข้ามาหนูก็อยากจะทำงานหาเงินเลี้ยงแม่ ทำอาชีพนี้ให้ดีที่สุด แล้วหางานที่มั่นคงทำ เพราะอาชีพนี้ก็รู้อยู่แล้วว่ามันไม่มั่นคง หน้าตาเราเดี๋ยวสักวันก็แก่ ก็ไม่สวย ถ้าเรามีงาน เราเรียนจบ หาอาชีพอื่นที่มั่นคงกว่านี้ได้ ก็คงจะผันตัวไปในทางอื่น**ชีวิตเด็กอายุ 17-18 แต่ต้องทำงานด้วยหนักไปไหม ?
จริง ๆ มันก็หนัก เพราะเด็กอายุ 17 ปี บางคนยังเรียนอยู่เลย ยังไม่รู้เรื่องอะไร แต่ก็มีคนที่อายุน้อยกว่าหนู แล้วเขาก็ทำงานแล้ว และก็ประสบความสำเร็จ อย่าง น้องริชาร์ด เกียนี่ เขาก็ดังตั้งแต่ยังเด็ก น้อง จีโน่ เขาก็เก่ง เด็ก ๆ เหล่านี้ยังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ อย่างคนไทยจะเลี้ยงลูกสปอย ยังไม่ค่อยปล่อยลูก ไม่ค่อยให้ทำงาน ถ้าเป็นเด็กเมืองนอก แม่ก็จะบอกว่าเขาก็จะทำงานตั้งแต่ 14-15 ปีแล้ว เราก็สามารถทำแบบเขาได้**การอยู่ในวงการแม่มีห้ามอะไรบ้าง ?
แม่จะไม่ห้าม แม่จะให้รู้ด้วยตัวเอง เราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่าเราทำถูกหรือทำผิด ถ้าเราทำผิดเราก็น่าจะละอายแก่ใจ แม่จะสอนแล้วเราไปคิดเอง แม่เป็นคนใจดี แต่ถ้าตอนดุก็จะดุมาก แม่ก็เป็นห่วงเรื่องข่าวเหมือนกัน อย่างเช่นเป็นข่าวเรื่องพี่อ้วน-รังสิต แล้วหนูก็ตอบคำถามไม่เป็น ตอบอะไรไปก็ไม่รู้ แม่ก็ซีเรียส คือหนูตอบคำถามแย่มาก หนูก็เป็นคนตรง ๆ พูดอะไรก็ไม่ค่อยคิด ทำอะไรก็พูดออกมาเลยว่ามันไม่ใช่ แล้วก็พูดห้วน ๆ ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แล้วก็มารู้สึกเสียใจทีหลังว่าทำไมพูดอย่างนี้ แม่ก็จะบอกว่า ทีหลังพูดอะไรก็หัดคิดก่อน ก็คงจะเป็นเรื่องนี้มั้งที่แม่เตือน**แล้วเป็นข่าวกับอ้วนได้ยังไง สนิทกันมากเกินไปหรือเปล่า ?
ไม่ได้สนิทอะไรถึงขั้นขนาดนั้น อยู่ในกองก็ปกติธรรมดา แต่เหมือนกับแม่ต้องกลับไปดูน้องที่เชียงใหม่ ไม่มีคนรับส่ง แล้วซีนหญิงกับพี่อ้วนมักจะหมดพร้อมกัน เราต้องเข้าฉากด้วยกันตลอด แล้วก็จะเสร็จทีหลัง เราไม่รู้จะติดรถใครกลับ ก็มีแต่พี่อ้วน ก็ต้องขอพี่อ้วนกลับ ซึ่งมันก็ดึกแล้ว และถ่ายแต่ละทีก็ไกล ๆ ทั้งนั้น พอมันเป็นข่าวขึ้นมา เราก็รู้สึกแย่ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอะไรเลย แต่ก็คิดว่ายังดีที่พี่ ๆ สื่อมวลชนให้ความสนใจ เขียนข่าวให้ จริง ๆ แล้วมีผู้ใหญ่บางคนบอกว่า มีเราลงสื่อก็เป็นสิ่งดี ท่านผู้ชมก็จะได้เห็นเรามากขึ้น แต่มันก็ไม่ดีตรงที่ว่ามันเป็นข่าวที่ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่ และแม่ก็ซีเรียสทุกข่าวที่มันไม่ดี**แม่เข้มงวดเรื่องหนุ่ม ๆ ที่เข้ามาจีบหรือเปล่า ?
จริง ๆ แล้วแม่ก็เป็นคนใจดี มีใครเข้ามา แม่ก็บอกว่าเป็นเพื่อนกันหมด ความจริงก็มีคนเข้ามาจีบบ้าง ก็เป็นปกติของเด็กวัยรุ่น แม่เองก็ไม่ได้ห้าม แม่จะเปิดมากกว่า ให้เป็นเพื่อนกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือกันได้ เหมือนคนที่เข้ามาจะคอยช่วยเหลือเราตลอด มันก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น เพราะหนูเองก็ยังเด็ก ยังไม่ได้จะคิดเรื่องนั้น ไม่ใช่ว่ามีคนเข้ามาแล้วเราต้องคิดว่า คนนี้เหรอต้องแต่งงาน ไม่ใช่แล้ว ยังอีกไกลเลย มันก็เหมือนกับว่าเข้ามาเป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษา เป็นอะไรหลาย ๆ อย่าง บางอย่างเขาอาจจะช่วยเหลือเราได้ เพราะมีประสบการณ์มากกว่า**เป็นเพราะว่าอยู่ในวงการบันเทิงด้วยหรือเปล่า เลยทำให้คบใครยาก ?
ก็ประมาณนั้นค่ะ แต่หนูยังไม่คิดอะไร เรื่อย ๆ หนูอยากอยู่กับเพื่อนมากกว่า ช่วงนี้เดินไปไหนก็ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะเพื่อนกันหมดเลย ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เป็นเพื่อนกันแบบกูมึง สนิทใจกันเลยค่ะ มีทุกเพศเลย กะเทย ทอม ดี้ ตุ๊ด เกย์ มีหมด ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องแฟน ยังชิลชิล อยู่กับแม่ อยู่กับเพื่อน ยังสนุกอยู่ บางทีเห็นเพื่อนอยู่กับแฟน แล้วทะเลาะกับแฟนมา โอ๊ย อึดอัด ยิ่งถ้าหนูทำงานอย่างนี้ด้วย คงจะเครียด ทำงานไม่ได้ มีแฟนมันอาจจะมีดี แต่เราก็ยังเด็กด้วย คนที่เข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะใช่ในอนาคตไหม อย่างแม่กว่าจะแต่งงานยังตั้งนาน เรื่องแฟนนี้ไม่หวงเลย เขาจะให้เราตัดสินใจเอง พูดแล้วให้เราเอาแนวทางมาคิดเอง หนูเองก็เข้าใจที่แม่สื่อว่า เป็นเพื่อนกัน**ระยะทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นอุปสรรคต่อชีวิตความเป็นอยู่และการทำงานไหม ?
แรก ๆ ก็เป็นนะ เพราะหนูมีงานเข้ามาเยอะ ตั้งแต่ได้ตำแหน่งใหม่ ๆ แต่ต้องขอยกเลิกงานไป เพราะยังห่วงเรียนอยู่ และต้องย้ายการเรียนจากสายวิทย์มาเป็นสายศิลป์จีน เพราะเรียนไม่ไหว ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ จากเคยท็อป ก็ตกไปอยู่แบบกลาง ๆ หญิงเองก็ไม่เชิงเรียนเก่ง แต่เป็นคนความจำดี คือเวลาเรียนก็จะตั้งใจเรียนในห้อง เวลาทำงานก็เต็มร้อย แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้เรียนเกรดก็ถดถอยลง อย่างเทอมที่แล้ว ได้ 3.17 แต่เทอมนี้ไม่ได้ไปโรงเรียนเท่าไหร่ คิดว่าคงจะน้อยกว่านี้ ก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง แต่สมัยนี้คิดว่าดาราสวยอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย บางคนเรียนจุฬาฯ สวยก็สวย ดีกรีดี มองแล้วรู้สึกโอ้โห แต่หนูเรียน ม.6 เอง แล้วเกิดสอบได้เกรด 0 อีก มันก็ดูแย่แล้ว อย่างน้อยจบออกมา สัก 2 อัพก็ยังดี**มีวางแผนเรื่องเรียนไว้อย่างไรบ้าง ?
หนูอยากไปเรียนเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น อยากไปเรียนญี่ปุ่นเลยด้วยซ้ำ แต่ยังไม่มีโอกาส ตอนนี้ก็ ม.6 จะจบแล้ว ก็ต้องอดทนให้ผ่าน ม.ปลายไปก่อน แต่เรียนมหาวิทยาลัยก็คิดว่าคงมาเรียนกรุงเทพฯนี่แหละ เพราะถ้าเรียนเชียงใหม่คงเป็นอุปสรรคเยอะ ถ้าเราต้องมาถ่ายละคร ก็คงไม่คุ้มเรื่องค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ แต่คิดว่าคงเรียนที่ใกล้เคียงกับการทำงาน ไม่เป็น อุปสรรคต่อการเรียนมาก แต่ด้านภาษาญี่ปุ่นที่คิดไว้ คงจะเรียนลำบาก เพราะถ้าเราไม่ได้ไปเรียนเลย ก็คงไม่รู้เรื่อง แล้วถ้าโดนไทร์ ก็อายเขาอีก คิดว่าคงเรียนเป็นคอร์สเหมือนเรียนพิเศษดีกว่า เราจะได้ไม่ต้องซีเรียส**อยากฝากอะไรถึงแฟน ๆ ?
หญิงเองก็มีเว็บแฟนคลับ ก็ขอบคุณท่านผู้ชมทุกคนเลยที่ติดตามผลงานของหญิงมาตลอด บางทีเข้าไปอ่านในไฮไฟว์ บางคนบอกว่าติด ตามมาตั้งแต่เรื่องแรก ก็ขอขอบคุณมาก และอย่าลืมละครเรื่อง “พ่อหนูเป็นซูเปอร์สตาร์” และ “นิทานทะลุมิติ” ก็ขอฝากติดตามชมด้วย ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้ ทำให้หญิงทำงานต่อไปได้อย่างมีความสุขแหม...อ้อนกันขนาดนี้ ไม่ติดตามผลงานกันได้ยังไง และเชื่อว่าหากปฏิบัติตัวดี คิดดี ทำดี อนาคตนางเอกชื่อดังอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่ ๆ ...
(จาก นสพ. เดลินิวส์)
No comments:
Post a Comment